โรคไข้เลือดออก

โรคไข้เลือดออก (Dengue Fever)

สาเหตุ

เกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue virus) มี ทั้งหมด 4 ชนิด เมื่อติดเชื้อชนิดหนึ่งจะมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อชนิดนั้นตลอดไป อาจมีการป่วยมากกว่า1ครั้งได้ หากได้รับเชื้อสายพันธุ์ที่ต่างออกไปจากครั้งแรก และอาการของโรคครั้งที่สองมักรุนแรงกว่าครั้งแรก

วิธีการติดต่อ

มียุงลายบ้านตัวเมียเป็นพาหะนำโรคโดยยุงมักจะกัดในเวลากลางวัน และมีระยะฟักตัวของเชื้อไวรัสเดงกีในคน ประมาณ 3-14 วัน

อาการและอาการแสดง

หลังจากได้รับเชื้อประมาณ 5-8 วัน (ระยะฟักตัว) ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการของไข้เลือดออกเดงกี (Dengue hemorrhagic fever ) คือ มีไข้สูงเกิน 38 องศาเซลเซียส พบจ้ำเลือดหรือจุดเลือดออกสีแดงเล็กๆตามผิวหนัง  อาจมีเลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน ปัสสาวะอุจจาระมีเลือดปน หรือถ่ายดำ กดเจ็บชายโครงด้านขวา ถ้าอาการรุนแรงมากมักเกิดภาวะการไหลเวียนโลหิตล้มเหลวและเข้าสู่ระยะช็อก (dengue shock syndrome) ผู้ป่วยจะมีอาการกระสับกระส่าย ปลายมือปลายเท้าเย็น ปัสสาวะลดลง ไข้ลดลงอย่างรวดเร็ว ความดันโลหิตลดต่ำอย่างมาก ซึ่งต้องรีบส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว แต่ถ้าไม่มีภาวะช็อกหลังจากมีไข้สูง 2-7 วัน ไข้จะเริ่มลดลงและจะเข้าสู่ระยะหายเป็นปกติ ระยะนี้มักพบผื่นแดงและคันตามฝ่ามือและฝ่าเท้าซึ่งจะหายได้เองภายใน 1 สัปดาห์

การตรวจวินิจฉัย เช่น การตรวจหาภูมิคุ้มกันต่อไข้เลือดออก (IgM, lgG) ,  การตรวจ NS1 Antigen ของเชื้อ หรือตรวจ PCR เพื่อหาชนิดของเชื้อ

การรักษาโรคไข้เลือดออก

ปัจจุบันยังไม่มียารักษาโดยเฉพาะ ดังนั้นการรักษาคือการประคับประคองตามอาการ ผู้ป่วยควรดื่มน้ำเกลือแร่เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ เช็ดตัวลดไข้เป็นระยะๆ ห้ามกินยาลดไข้กลุ่มแอสไพรินและNSAIDเพราะอาจทำให้เลือดออกง่ายและมากขึ้น

การป้องกันโรคไข้เลือดออก

1.ป้องกันไม่ให้ยุงลายกัด โดยสวมใส่เสื้อผ้าที่ปกปิดมิดชิด ใส่เสื้อผ้าสีอ่อน ใช้สารไล่ยุงชนิดต่างๆ

2.ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายบริเวณบ้านและใกล้เคียง

3.ใส่ทรายอะเบต 1% ในภาชนะกักเก็บน้ำอัตราส่วน 10 กรัมต่อน้ำ 100 ลิตรควรเติมใหม่ทุก 2-3 เดือน น้ำที่ใส่ทรายอะเบตใช้ดื่มกินได้อย่างปลอดภัย

 

เป็นโรคติดต่อที่ระบาดได้ง่ายมาก โรคนี้แม้จะไม่ทำให้ผู้ป่วยเป็นอันตรายถึงชีวิตก็ตามแต่ถ้าไม่รีบรักษา ก็อาจจะ เป็นโรคติดต่อที่ระบาดได้ง่ายมาก โรคนี้แม้จะไม่ทำให้ผู้ป่วยเป็นอันตรายถึงชีวิตก็ตามแต่ถ้า ผู้ป่วยละเลยไม่รีบรักษาเสียแต่แรกเป็น ก็อาจจะ เกิดโรคแทรกซ้อน ทำให้สายตาพิการหรือตาบอดได้

สาเหตุ

โรคตาแดงช่วงที่มีการระบาด ส่วนใหญ่เกิด จากเชื้อไวรัส สามารถติดต่อได้หลายทาง เช่น

  • ใช้มือสกปรกที่มีเชื้อโรคขยี้ตา
  • สัมผัสหรือใช้สิ่งของเครื่องใช้ เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัวร่วมกับผู้ที่เป็นโรค หรือ เล่นคลุกคลีกับผู้ป่วย
  • แมลงวันหรือแมลงหวี่ตอมตา หรือมีฝุ่นละอองเข้าตามาก แล้วขยี้ตาแรงๆ จนตาอักเสบ
  • อาบน้ำในแม่น้ำลำคลอง หรือในสระว่ายน้ำที่สกปรกขณะมีโรคตาแดงระบาด

อาการ

  • หลังจากได้รับเชื้อระยะหนึ่ง จะเกิดอาการ อักเสบของเยื่อบุตา บริเวณตาขาวจะแดงรู้สึกเคืองตา เหมือนมีผงเข้าตา น้ำตาไหล มีขี้ตามาก อาจมีอาการ ไข้เล็กน้อยหรือรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว อาการเหล่านี้จะเป็นอยู่ประมาณ 10 วัน ถ้าไม่รีบรักษาหรือรักษาไม่ถูกวิธีอาจเกิดโรคแทรก ซ้อนทำให้ตาบอดได้

โรคแทรกซ้อน

  • หมายถึง การมีเชื้อโรคอื่นเข้าไปซ้ำเติม หรือเชื้อโรคลุกลามเข้าถึงกระจกตา เป็นอันตรายต่อการมองเห็นได้

ถ้าเป็นตาแดงจะปฏิบัติอย่างไร

  • แยกของใช้ส่วนตัว อย่าใช้สิ่งของเครื่องใช้ร่วมกับผู้อื่น
  • ควรพักสายตา ไม่ใช้สายตามาก
  • ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังจากสัมผัสตาที่เจ็บหรือแดง
  • เด็กที่เป็นตาแดง ไม่ควรไปโรงเรียนเพราะจะนำโรคไปแพร่ให้เพื่อนได้ เกิดการระบาดทั่ว
  • ประคบตาด้วยผ้าเย็น เช็ดตาด้วยสำลีสะอาดชุบน้ำต้มสุก จะช่วยให้รู้สึกสบายตาขึ้น

วิธีหยอดตา

  • ล้างมือฟอกสบู่ให้สะอาดและทำให้แห้งก่อนหยอดยาทุกครั้ง
  • ใช้นิ้วชี้ดึงเปลือกตาล่างลงให้ผู้ป่วยมองสูงขึ้นหยอดยาเข้าในอุ้งตาล่าง ระวังอย่าให้ปลายหลอดยาถูกระจกตา มิฉะนั้นกระจกตาอาจเป็นแผล อักเสบได้

การป้องกันโรคตาแดง

โรคตาแดง เป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ ถ้าปฏิบัติตนถูกต้องดังนี้

  • ไม่คลุกคลี สัมผัสใกล้ชิด นอนหรือใช้เสื้อผ้าของใช้ร่วมกับผู้ป่วย

คำเตือน

หากรักษาตาแดงด้วยยาหยอดตานานเกิน 3-4 วัน อาการยังไม่ทุเลาหรือมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ปวดตามาก ตามัว มีขี้ตาเป็นหนอง ลืมตาไม่ขึ้น กรณีเช่นนี้ควรรีบปรึกษาจักษุแพทย์ทันที อย่ารักษากับบุคลากรอื่นๆ เป็นอันขาด ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ อาจทำให้ตาบอดได้

  • ล้างหน้าและมือด้วยสบู่ให้สะอาดอยู่เสมอไม่ใช้ มือที่ยังไม่ได้ล้างขยี้ตาหรือใช้ผ้าที่สกปรกเช็ดตา
  • เมื่อฝุ่นละอองหรือผงเข้าตา ไม่ควรขยี้ ควรล้างตาด้วยน้ำยาล้างตาหรือน้ำสะอาด เช่น น้ำที่ต้มเดือด ทิ้งไว้จนเย็นและใช้สำลีสะอาดเช็ดตา
  • ซักเสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้า ปลอกหมอน ผ้าปูที่นอนฯลฯ ให้สะอาด
  • ปัจจุบันยังไม่มียาหยอดป้องกันโรคตาแดง ยาที่แพทย์ ให้หยอดเป็นยาป้องกันโรคแทรกซ้อนเท่านั้น ไม่ควรนำยาของผู้ป่วยตาแดงมาหยอดป้องกันเพราะจะทำให้ติดต่อผ่านทางการสัมผัสหลอดหยอดตาได้ ถ้าเป็นในตาข้างเดียวไม่ควรหยอดตาอีกข้าง นอกจากจะเริ่มมีอาการแล้วเท่านั้น